โยธาไทยออกแบบ คสล.เบต้า

ฐานรากคานรัด (Strap Footing)

ทางออกของเสาที่อยู่ชิดแนวเขตที่ดินจนวางฐานรากปกติไม่ได้ — ใช้คานรัดโยงไปยึดกับฐานของเสาต้นในเพื่อดึงแรงลัพธ์กลับเข้าศูนย์กลางฐาน

ทำไมฐานรากปกติใช้ไม่ได้เมื่อชิดแนวเขต

ฐานรากทั่วไปต้องยื่นรอบเสาเท่า ๆ กัน ซึ่งจะล้ำเข้าไปในที่ดินข้างเคียง ทางเดียวที่ทำได้คือให้ฐาน ยื่นเข้ามาข้างในอย่างเดียว ซึ่งทำให้เสาไปอยู่ริมฐาน เกิดการเยื้องศูนย์รุนแรง แรงดันใต้ฐานเอียงจนด้านในลอย และฐานหมุนพาเสาเอียงตาม

คานรัดแก้ที่ต้นเหตุ — โยงจากตอม่อเสาริมไปยึดกับตอม่อเสาต้นใน คานรัดถ่ายโมเมนต์ไปให้ฐานใน ทำให้แรงลัพธ์ที่ฐานริมกลับมาผ่านศูนย์กลางฐานพอดี แรงดันใต้ฐานจึงสม่ำเสมอ — ต่างจากการยืดฐานให้ยาวขึ้นเฉย ๆ ซึ่งไม่ได้แก้การเยื้องศูนย์

ข้อมูลฐานราก

เสาและระยะ
1เสาและระยะ
ไม่บังคับ
กก.

น้ำหนักใช้งานที่ลงเสาต้นที่ชิดแนวเขต — เอาค่ามาจากหน้าวิเคราะห์โครงสร้างได้

กก.
ม.
ม.
ขนาดฐานและดิน
2ขนาดฐานและดิน
ม.

เว้นว่าง = ระบบเลือกให้

ม.

เว้นว่าง = ระบบเลือกให้

ซม.

ฐานหนาขึ้นช่วยกระจายแรงเฉือนทะลุ

ม.

ใช้คิดน้ำหนักดินกลบบนฐาน ซึ่งกินกำลังแบกทานไปส่วนหนึ่ง

กก./ม.²
คานรัดและวัสดุ
3คานรัดและวัสดุ
ซม.

กว้างเท่าคานทั่วไป (20–40 ซม.) เพราะรับแรงเฉือนไม่มาก — ตัวที่ต้องเผื่อจริงคือความลึก ไม่ใช่ความกว้าง

ซม.

คานรัดต้องแข็งพอที่จะถ่ายโมเมนต์ได้จริง ลึกน้อยเกินไปคานจะแอ่นแล้วระบบไม่ทำงานตามที่คำนวณ

กก./ซม.²

งานอาคารทั่วไปใช้ 240

SD40 คือเหล็กข้ออ้อยที่หาซื้อง่ายที่สุด

รูปฐานรากคานรัดที่กำลังกรอก

แนวเขตที่ดินP₁ 40,000 กก.P₂ 60,000 กก.R₁ 47,337 กก.R₂ 52,663 กก.x = 0.78 ม.ฐานริม 1.85 ม.S = 5 ม.เว้นช่องใต้คานรัด — ห้ามให้นั่งบนดินเหล็กหลักคานรัดอยู่ผิวบนฐานใน 1.8 ม.
รูปตัดฐานรากคานรัด — เขียนตามสัดส่วนจริง · แรงดันใต้ฐานทั้งสองสม่ำเสมอเพราะคานรัดดึงแรงลัพธ์เข้าศูนย์กลางฐาน

แนวเขตที่ดิน คือเหตุผลทั้งหมดที่ต้องใช้ระบบนี้ — ฐานยื่นออกไปทางซ้ายไม่ได้ จึงยื่นเข้าด้านในอย่างเดียว เสาเลยไปอยู่ริมฐาน · คานรัด รับโมเมนต์ลบตลอดช่วง เหล็กหลักจึงอยู่ผิวบน ไม่ใช่ผิวล่างเหมือนคานทั่วไป

สรุปผลการออกแบบ

ผ่านเกณฑ์
ฐานริม
1.85 × 1.5 ม.
ฐานใน
1.8 × 1.8 ม.
เหล็กบนคานรัด
5-DB25
แรงดันใต้ฐานริม
19,998 กก./ม.²
1

แรงที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

ตัวเลขที่คนมักเข้าใจผิดสองตัว

R₁ ใต้ฐานริม
47,337 กก.
มากกว่าน้ำหนักเสาริม (40,000 กก.) อยู่ 7,337 กก.
R₂ ใต้ฐานใน
52,663 กก.
น้อยกว่าน้ำหนักเสาใน (60,000 กก.) เพราะถูกยืมไปช่วยฐานริม
แรงในคานรัด
7,337 กก.
โมเมนต์สูงสุด 31,000 กก.·ม.

ระยะเยื้องศูนย์ x = 0.775 ม. — ถ้าไม่มีคานรัด ระยะนี้จะทำให้แรงดันใต้ฐานเอียงจนด้านในลอยขึ้นจากดิน คานรัดดึงแรงลัพธ์กลับมาผ่านศูนย์กลางฐานพอดี แรงดันจึงสม่ำเสมอทั้งฐาน

2

ขั้นตอนการคำนวณ

ทุกบรรทัดตรวจย้อนได้จากสมดุลสถิตยศาสตร์

  1. 1x0.775ม.

    ระยะเยื้องศูนย์ — จากแนวศูนย์กลางเสาริม ถึงศูนย์กลางฐานริม เกิดขึ้นเพราะฐานยื่นเข้าด้านในได้อย่างเดียว

    x = ความยาวฐาน/2 − ระยะจากศูนย์กลางเสาถึงแนวเขต=1.85/2 − 0.15=0.775 ม.
  2. 2R₁47,337กก.

    แรงปฏิกิริยาใต้ฐานริม — หาจากสมดุลโมเมนต์รอบแนวเสาใน โดยตั้งเงื่อนไขว่าแรงดันใต้ฐานริมต้องสม่ำเสมอ (แรงลัพธ์ผ่านศูนย์กลางฐานพอดี)

    R₁ = P₁ · S / (S − x)=40,000 × 5 / (5 − 0.775)=47,337 กก.
  3. 3R₂52,663กก.

    แรงปฏิกิริยาใต้ฐานใน — น้อยกว่าน้ำหนักเสาในเสมอ เพราะส่วนหนึ่งถูกยืมไปช่วยถ่วงฐานริม ข้อนี้คนมักลืมแล้วออกแบบฐานในใหญ่เกินจำเป็น

    R₂ = P₁ + P₂ − R₁=40,000 + 60,000 − 47,337=52,663 กก.
  4. 4V คานรัด7,337กก.

    แรงเฉือนในคานรัด คงที่ตลอดช่วงระหว่างฐานทั้งสอง — คือส่วนที่ฐานริมได้รับเกินกว่าน้ำหนักเสาของตัวเอง

    V = R₁ − P₁=47,337 − 40,000=7,337 กก.
  5. 5M คานรัด31,000กก.·ม.

    โมเมนต์สูงสุดในคานรัด — แรงเฉือนคงที่ทำให้โมเมนต์เพิ่มเป็นเส้นตรง สูงสุดที่ปลายด้านเสาใน · เป็นโมเมนต์ลบ ดึงผิวบนของคาน เหล็กหลักจึงอยู่ด้านบน

    M = V × (S − x)=7,337 × 4.225=31,000 กก.·ม.
  6. 6q ฐานริม19,998กก./ม.²

    แรงดันใต้ฐานริม — สม่ำเสมอทั้งฐานเพราะคานรัดดึงแรงลัพธ์มาผ่านศูนย์กลางฐานแล้ว (รวมน้ำหนักฐานและดินกลบ)

    R₁ / (ยาว × กว้าง) + น้ำหนักฐานและดินกลบ=47,337 / (1.85 × 1.5) + 2940=19,998 กก./ม.²

    อ้างอิง: กฎกระทรวงฯ ฐานราก พ.ศ. 2566 กำลังแบกทานที่ยอมให้ หน้า 5

  7. 7ฐานใน1.8 × 1.8 ม.

    ขนาดฐานในที่ต้องใช้ คิดจาก R₂ ซึ่งน้อยกว่าน้ำหนักเสาในอยู่แล้ว — ฐานในจึงเล็กกว่าที่หลายคนคาด

    ด้าน = √(R₂ / กำลังแบกทานสุทธิ)=√(52,663 / 17,060)=1.8 × 1.8 ม.
  8. 8As คานรัด22.43ซม.²

    เหล็กหลักของคานรัด อยู่ที่ ผิวบน เพราะคานรัดรับโมเมนต์ลบตลอดช่วง — วางผิวล่างเท่ากับไม่มีเหล็กรับแรง

    As = M / (fs · j · d)=3100000 / (1700 × 0.879 × 92.5)=22.43 ซม.²

    อ้างอิง: rc-design-wsd 3.2 คานเสริมเหล็กรับแรงดึงอย่างเดียว หน้า 41

  9. 9Mc คานรัด59,078กก.·ม.

    โมเมนต์ต้านทานโดยคอนกรีตของหน้าตัดคานรัด — ถ้าโมเมนต์ในคานเกินค่านี้ ต่อให้ใส่เหล็กเพิ่มคอนกรีตฝั่งอัดก็รับไม่ไหว ต้องขยายหน้าตัด

    Mc = Rbd² · R = ½fc·k·j=17.26 × 40 × 92.5²=59,078 กก.·ม.

    อ้างอิง: rc-design-wsd 3.4 ขั้นตอนออกแบบ ข้อ 4 หน้า 43

  10. 10v คานรัด1.98กก./ซม.²

    หน่วยแรงเฉือนในคานรัด (แรงเฉือนคงที่ตลอดช่วง) — คอนกรีตรับเอง 4.49 เพดานเมื่อมีปลอก 20.45 กก./ซม.²

    v = V / (b·d)=7,337 / (40 × 92.5)=1.98 กก./ซม.²

    อ้างอิง: rc-design-wsd 3.6 แรงเฉือนคาน หน้า 60–66

  11. 11ทรายหยาบรองพื้น0.239ลบ.ม.

    บดอัดแน่นทำหน้าที่เป็นท้องแบบหล่อ กันดินไหลปนเนื้อคอนกรีต และปรับระดับก้นหลุมที่ขุดมาไม่เรียบให้ได้ระดับก่อนวางเหล็ก

    พื้นที่ × ความหนาทราย=4.775 × 0.05=0.239 ลบ.ม.

    อ้างอิง: เกณฑ์ปฏิบัติงานก่อสร้างทั่วไป ชั้นทรายรองพื้น หน้า foundation-bedding-sand-lean-concrete.md

  12. 12คอนกรีตหยาบ0.239ลบ.ม.

    คอนกรีตกำลังต่ำไม่เสริมเหล็ก ผสม 1:3:5 โดยปริมาตร กันน้ำปูนจากคอนกรีตตัวจริงไหลซึมลงดิน และให้ผิวเรียบควบคุมระยะหุ้มเหล็กชั้นล่างสุดได้แม่นยำ

    พื้นที่ × ความหนาคอนกรีตหยาบ=4.775 × 0.05=0.239 ลบ.ม.

    อ้างอิง: เกณฑ์ปฏิบัติงานก่อสร้างทั่วไป คอนกรีตหยาบ (lean concrete) หน้า foundation-bedding-sand-lean-concrete.md

3

สิ่งที่ยังต้องตรวจต่อ

หน้านี้ไม่ได้ทำให้ทั้งหมด

  • แรงเฉือนทะลุและแรงเฉือนคานของตัวฐานทั้งสอง — ตรวจต่อได้ที่หน้าออกแบบฐานราก โดยใช้ R₁ และ R₂ ที่ได้จากหน้านี้เป็นน้ำหนักลงฐาน
  • การทรุดตัวต่างกันระหว่างฐานสองตัว ซึ่งจะทำให้คานรัดรับโมเมนต์เพิ่มจากที่คำนวณไว้
  • กรณีมีแรงด้านข้างจากดินหรือแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้เกิดโมเมนต์เพิ่มในคานรัด
ไปตรวจแรงเฉือนของตัวฐานต่อ →
คำเตือน: แรงเฉือนในคานรัดไม่เกินที่คอนกรีตรับเอง — ใส่ปลอก RB9 สองขา @ 30 ซม. เป็นปลอกขั้นต่ำกันเหล็กบนขยับ
คำเตือน: คานรัดไม่ใช่คานผูกธรรมดา — รับโมเมนต์ถึง 31,000 กก.·ม. ซึ่งมากกว่าคานพื้นทั่วไปหลายเท่า เป็นจุดที่คนออกแบบต่ำไปบ่อยที่สุดของระบบนี้
คำเตือน: คานรัดต้อง ไม่นั่งบนดิน ต้องเว้นช่องว่างใต้คานหรือรองด้วยวัสดุที่ยุบตัวได้ — ถ้าคานรัดนั่งบนดิน ดินจะรับแรงส่วนหนึ่งไปเอง สมมติฐานที่ใช้คำนวณผิดทันที และแรงดันใต้ฐานริมจะไม่สม่ำเสมออย่างที่ออกแบบไว้
คำเตือน: คานรัดรับโมเมนต์ลบตลอดช่วง เหล็กหลักจึงอยู่ผิวบนตลอด ไม่ใช่ผิวล่างเหมือนคานทั่วไป — และปลายทั้งสองข้างต้องล้วงเข้าไปในตอม่ออย่างน้อย 75 ซม. ไม่งั้นระบบถ่ายโมเมนต์ไม่ครบ
คำเตือน: ฐานในรับแรงน้อยกว่าน้ำหนักเสาในเพราะถูกยืมไปช่วยฐานริม แต่ ถ้าเสาในยังไม่ก่อสร้างหรือยังไม่รับน้ำหนัก ระบบจะยังไม่สมดุล — ต้องวางแผนลำดับการก่อสร้างให้เสาทั้งสองต้นรับน้ำหนักใกล้เคียงกันไปพร้อมกัน
คำเตือน: ความหนาที่แน่นอนควรอ้างอิงรายงานสำรวจดินหรือแบบที่วิศวกรผู้ออกแบบระบุไว้ถ้ามี — ตัวเลขเริ่มต้นนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวทางกฎหมาย ดินอ่อนหรือฐานรากขนาดใหญ่มักต้องหนากว่านี้
คำเตือน: ปริมาณทรายและคอนกรีตหยาบข้างต้นคิดรวมทั้งฐานริมและคานรัด — ฐานในยังไม่ได้รวม เพราะขนาดฐานในออกแบบแยกที่หน้าออกแบบฐานราก ต้องบวกเพิ่มจากผลของหน้านั้น